Language/เลือกภาษา

Paetcharat Maha Yant 108 - (Yant 108 Book 2 - A4 Size Extended Version) - Ajarn Urakint Wiriyaburana - Samnak Prahm Thai (Thai Language)
$65.00

การครอบเศียรครู

การครอบเศียรฤาษีตาไฟ(พ่อแก่)

การครอบเศียรพ่อแก่

พระฤาษีตาไฟหรือที่คนไทยมักจะเรียกว่า “พ่อแก่” ท่านเป็นมหาฤาษีองค์สำคัญที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสังคมไทยมาอย่างช้านาน ทั้งในตำนานการสร้างพระซุ้มกอ พระกรุถ้ำเสือและตำนานการสร้างบ้านแปลงเมือง จ.เพชรบูรณ์

ครอบเศียรพ่อแก่

ฤาษีตาไฟเป็นผู้สำเร็จอภิญญาสมาบัติขั้นสูง และมีความเชี่ยวชาญในการใช้กสินไฟ สามารถเพ่งให้ทุกอย่างลุกเป็นไฟได้ หรือทำให้ตะกั่วโลหะหลอมละลายไปในทันที พระฤาษีตาไฟท่านมีเนตรที่สามอยู่กลางหน้าผาก หากเมื่อใดที่ท่านลืมตาที่สามขึ้นก็จะเกิดไฟลุกไหม้เผาผลาญทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้า ในตำนานเชื่อว่าฤาษีตาไฟท่านเป็นอวตารของพระอิศวร ดังที่ทราบว่าพระอิศวรก็มีดวงตาที่สามเช่นกัน

การครอบเศียรฤาษีตาไฟ เป็นพิธีกรรมที่เคียงคู่กับสังคมไทยมาช้านาน เชื่อว่าจะทำให้เกิดสิริมงคลกับชีวิต ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้พ้นจากคุณไสยมนต์ดำ และเปิดรับตะบะบารมีจากองค์ปู่ฤาษีตาไฟผู้มีดวงตาที่สาม เพื่อให้เกิดสมาธิเข้าถึงญาณหยั่งรู้ ซึ่งเหตุนี้เองที่ทำให้เกิดอานิสงส์สำคัญต่อผู้ที่นับถือทางโหรศาสตร์ และศาสตร์แห่งการพยากรณ์ทั้งปวง เพราะเชื่อว่าอำนาจบารมีแห่งดวงตาที่สามนอกจากจะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและ ยังทำให้เกิดญาณหยั่งรู้ขึ้นในตัวอีกด้วย

Krob Siarn Por Gae - Wai Kroo Ajarn Thoy Dabos 2008

แท้จริงแล้วการครอบเศียรครูนั้น เป็นพิธีกรรมที่ให้ระลึกถึงครูบาอาจารย์ ระลึกถึงคำสั่งสอนและความดีงาม หากผู้เข้าพิธีครอบเศียร เป็นผู้อยู่ในศิลในธรรม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามแบบอย่างครูบาอาจารย์แล้ว อานิสงส์ก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่อาจประมาณได้ แต่หากผู้ครอบเศียรไม่ได้อยู่ในครรลองครองธรรม นอกจากไม่เกิดอานิสงส์จากการครอบเศียรแล้ว ยังจะทำให้เกิดโทษและสิ่งอัปมงคลในชีวิตอีกด้วย
นอกจากจะมีพิธีครอบเศียรพ่อแก่แล้วก็ยังมีพิธีครอบเศียรครูองค์อื่นอีก

การครอบเศียรพระพิราพ

พระพิราพหรือพระไภราวะนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับศาสตร์ทางนาฏศิลป์ เพราะเชื่อว่าท่านเป็นผู้ให้กำเนิดท่ารำที่เรียกว่า “วิจิตรราณฑวะ” ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๑๐๘ ท่ารำของพระอิศวร

พระพิราพ

ตามความเชื่อโบราณ พระไภราวะ ท่านเป็นปางหนึ่งของพระศิวะ เป็นปางดุร้าย ถือเป็นเทพแห่งความตายและสงคราม แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นผู้ให้ชีวตปัดเป่าโรคภัยได้

เชื่อว่าการนับถือพระไภราวะได้เข้ามาบทบาทในสังคมไทยพร้อมกับวิชานาฏศิลป์ คำว่าพระพิราบนั้นก็มาจาก ไภราวะ หรือไภรวะ แล้วภายหลังก็เพี้ยนมาเป็นพระไภราพ จนในที่สุดกลายเป็นคำว่า “พระพิราพ”

อานิสงส์ของการคอบเศียรพระพิราพ เชื่อว่าจะทำให้แคล้วคลาดปลอดภัย อยู่ร่มเย็นเป็นสุขและปราศจากโรคภัย

พระพิราพอ.เม้ง ขุนแผน ผู้สืบทอดการครอบเศียรพระพิราพที่ได้จัดขึ้นทุกปี

การครอบเศียรหนุมาน

หนุมานตามตำนานรามายณะหรือรามเกียรติ์ เป็นบุตรของพระพาย มีรูปเป็นวานร  มีสีขาวประจำกาย เมื่อสำแดงฤทธิ์จะมี 4 หน้า 8 มือ สวมกุณฑล มีขนเพชร เขี้ยวแก้ว หาวเป็นดาวเป็นเดือน ทำแต่ความดีเป็นนิตย์ โดยเฉพาะคุณธรรมที่โดดเด่นคือเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที จึงถือได้ว่าหนุมานเป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่งที่ควรเอาแบบอย่างในด้านความดีงาม


พิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ ครอบครูเศียรหนุมานวายุบุตร ประจำปี 2554 ที่วัดไผ่ล้อม จ นครปฐม

ความเป็นมาของการครอบเศียรครู

พิธีไหว้ครูแบบประเพณีโบราณที่ถูกต้อง นั้นประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ประเพณีไหว้ครูอย่างหลวง และประเพณีเลี้ยงผีอย่างราษฏร์

การครอบเศียรครูถูกจัดอยู่ในประเพณีไหว้ครูอย่างหลวง ซึ่งมีประวัติความเป็นมาสืบทอดมาตั้งแต่เมื่อใดนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พิธีการไหว้ครูและการครอบโขน-ละครนี้ได้ถูกกำหนดไว้อย่างมีแบบแผนเป็นแนวทางปฏิบัติที่ได้สืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณ

พิธีไหว้ครูและพิธีครอบครูโขน-ละคร ของไทยมีอยู่ด้วยกัน ๒ ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่นักปราชญ์ได้รวบรวม ชำระตำราพิธีไหว้ครูสมุดไทย เล่ม ๑ และเล่ม ๓ ที่หายไปขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราเป็นพิธีไหว้ครูและครอบโขน-ละครฉบับหลวงในรัชกาลที่ ๔ ส่วนอีกฉบับหนึ่งนั้นเป็นตำราพิธีไหว้ครูสมุดไทยเล่ม ๒ ซึ่งหลงเหลือมาจากโบราณ นำมาพิมพ์ใช้เป็นฉบับของการทำพิธีไหว้ครูและครอบโขน-ละครในรัชกาลที่ ๖

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานประกอบพระราชพิธีครอบประธานประกอบพิธีไหว้ครู
โขน-ละคร ตามแบบแผนราชประเพณีโบราณแก่ผู้ประกอบพิธี ๕ ท่าน คือ นายธีรยุทธ ยวงศรี นายธงไชย โพธยารมย์ นายทองสุก ทองหลิม
นายอุดม อังศุธร และนายสมบัติ แก้วสุจริต เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๒๗ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เป็นพระ
ราชพิธีที่มีความสำคัญสูงสุดของวงการนาฎศิลป์และดุริยางคศิลป์ไทย

ความเชื่อมโยงระหว่างเศียรครูกับเศียรโขน

การแสดงโขนเป็นการแสดงชั้นสูงที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยกรุงอยุธยา โดยบันทึกหลักฐานจดหมายเหตุลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ในสมัยสมเด็จพระนารายมหาราช ได้กล่าวถึงการแสดงโขนว่า เป็นการเต้นออกท่าทาง ประกอบกับเสียงซอและเครื่องดนตรีประเภทต่าง ๆ ผู้แสดงจะสวมหน้ากาก และถืออาวุธ

การแสดงโขน

การแสดงโขนโดยมากจะแสดงเรื่องรามเกียรติ์ หรือรามายะณะ อันแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ มีบทบาทสำคัญมากในสังคมไทยยุคก่อน เพราะรามายะณะเป็นตำนานที่มาจากคำภีค์โบราณของพราหมณ์-ฮินดู ผู้แสดงก็จะสวมเศียรตามบทบาทของตัวละครที่มีอยู่ในตำนาน ซึ่งทุกคนก็จะให้ความเคารพต่อเศียรนั้นเสมือนครูบาอาจารย์ การครอบเศียรครูจึงมีต้นกำเนิดมาจากการแสดงโขน

การแสดงโขน

การครอบเศียรหลวง

คือการพระราชทานครอบเศียรที่กระทำโดยพระมหากษัตริย์เป็นผู้พระราชทานครอบเศียรให้แก่บุคคลเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งผู้ที่ได้รับการครอบเศียรจะถือเป็นเกียรติอันสูงสุดที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โดยปกติผู้ที่ได้รับการครอบเศียรหลวงนี้จะเป็นจะเป็นบุคคลชั้นครู หรือศิลปินแห่งชาติผู้มีบทบาทสำคัญต่อศิลปะวัฒนะธรรมที่สืบทอดความเป็นไทย

การพระราชทานครอบเศียร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานครอบศรีษะพระภรตมุนีให้นายมนตรี ตราโมท (ภาพพระราชทาน)

การพระราชทานครอบเศียร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานครอบศรีษะพระพิราพให้นายรงภักดี (เจียร จารุจรณ) (ภาพพระราชทาน)

นาฎศิลป์ไทยมีรูปแบบเฉพาะตัวที่มีลัทธิพิธีกรรมเป็นของตัวเอง

พิธีไหว้ครูครอบเศียรนั้นมีมาแต่โบราณ เป็นการปฏิบัติที่ถูกสืบทอดกันมาซึ่งอยู่ในความเชื่อของคนไทยแทบทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มศิลปินและผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการนาฎศิลป์ อีกประการหนึ่งที่ว่าลักษณะพิเศษของโขน-ละครไทยนั้น นอกจากจะเป็นนาฏศิลป์แล้ว ยังเป็นลัทธิอีกอย่างหนึ่ง กล่าวคือ เป็นลัทธิมีพิธีกรรมของตนเอง และโดยเหตุนี้ นาฏศิลป์ไทยมีความผูกพันใกล้ชิดกับศาสนาฮินดูตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม ลัทธิธรรมเนียมของโขน-ละครไทยที่เกิดขึ้นต่อมาจึงหนักไปในทางไสยศาสตร์หรือศาสนาฮินดู เทพเจ้าอันเป็นที่นับถือในลัทธิโขน-ละครนี้ คือ พระเป็นเจ้าของศาสนาฮินดู ได้แก่ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม และพระพิฆเนศ นอกจากนั้นก็มีเทพอื่นๆ อีกบางองค์ เช่น พระปรคนธรรพ ผู้ซึ่งถือกันว่าเป็นใหญ่ในทางดนตรี รองลงมาได้แก่ ครูปัธยาย ซึ่งมีวัตถุที่เคารพแสดงออกด้วยหัวโขน ได้แก่ พระภรตฤษี หัวโขนยักษ์ หัวโขนพระราม พระลักษมณ์ เทริดโนห์รา และรัดเกล้าอันเป็นศิราภรณ์ของนางกษัตริย์ ในเรื่องละครหัวโขนอื่นๆ ที่ใช้ในการแสดงนั้น ถือว่าเป็นวัตถุที่เคารพทั้งสิ้น จะจับต้องหรือตั้งไว้ที่ใดก็ต้องกระทำด้วยความเคารพ

เศียรพระอิศวร

เศียรพระนารายณ์

เศียรพระนารายณ์

ความมุ่งหมายในการประกอบพิธีไหว้ครู

๑. เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศล ด้วยการถวายเครื่องสักการะ พลีกรรมแก่ครูบาอาจารย์ทั้งปวงที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้
๒. เพื่อให้ศิษย์มีความมั่นใจ ตั้งใจ และแน่วแน่ในการเรียนนาฏศิลป์ หลังจากได้ผ่านการทำพิธีกรรมแล้ว
๓. เพื่อเป็นการ ขอขมา ต่อครูบาอาจารย์ เมื่อได้กระทำผิดพลาด ทั้งทางกาย วาจา และใจ แม้จะเกิดขึ้นเพราะความไม่ตั้งใจก็ตาม
๔. เพื่อไว้สำหรับต่อท่ารำที่เป็นเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงที่มีความเชื่อมาแต่โบราณว่า เพลงหน้าพาทย์บางเพลงจะต้องต่อท่ารำในพิธีไหว้ครู จึงจะเกิดเป็นสิริมงคลทั้งแก่ผู้สอนและผู้เรียน
๕. เพื่อเป็นสิ่งเตือนสติให้ศิษย์ และตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ประพฤติตนแต่ความดีงาม และเชื่อฟังครูอาจารย์ผู้อบรมสั่งสอน

การตั้งเครื่องบูชาและเครื่องสังเวย

- ที่สำหรับครูปัธยาย จัดเครื่องสังเวยของสุกและเป็นเครื่องคู่ (คือสิ่งละ ๒ ที่)
- ที่สำหรับครูดนตรีอยู่ทางขวามือ จัดเครื่องสังเวยของสุกเครื่องคู่
- ที่องค์พระพิราพทางด้านซ้ายมือ จัดเครื่องสังเวยของดิบเป็นเครื่องคู่
- ที่พระภูมิจัดเครื่องสังเวยของสุกเครื่องเดี่ยว
- ที่ตรงหน้าเครื่องปี่พาทย์วงที่ใช้บรรเลงในพิธี จัดเครื่องสังเวยของสุกเครื่องเดี่ยว

การกำหนดวันไหว้ครู

พิธีไหว้ครูโขน-ละคร นิยมประกอบพิธีในวันพฤหัสบดี เนื่องจากศาสนาพราหมณ์เชื่อว่า วันพฤหัสบดีเป็น “วันครู” เป็นวันถือ
กำเนิดของพระพฤหัสบดีที่มีกำเนิดจากฤษี ๑๙ องค์ ซึ่งล้วนเป็นฤษีที่มีหน้าที่ในการสอน เป็นครูของมนุษย์และเทวดา และนิยมกำหนดวัน
ข้างขึ้นเพราะเชื่อว่าเป็น “วันฟู” จะเป็นมงคลสูงสุด มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง สำหรับเดือนนั้นจะนิยมตามแบบโบราณโดยกำหนดให้จัดพิธีใน
เดือนคู่ และเดือน ๙ ซึ่งถพือเป็นเลขมงคลของไทย สำหรับเดือนที่นิยมมากที่สุดในการจัดประกอบพิธีก็คือเดือน ๖ เพราะเป็นฤดูกาลแห่งการ
เพาะปลูกอันเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญงอกงาม

รายละเอียดสังเวย มีดังนี้

  • บายศรีปากชาม ๔ คู่
  • หัวหมูสุก ๓ คู่ ดิบ ๑ คู่
  • มะพร้าวอ่อน ๔ คู่
  • เป็ดสุก ๓ คู่ ดิบ ๑ คู่
  • กล้วยน้ำไทย ๔ คู่
  • ไก่สุก ๓ คู่ ดิบ ๑ คู่
  • ผลไม้ ๗ อย่าง ๔ คู่
  • กุ้งสุก ๓ คู่ ดิบ ๑ คู่
  • อ้อยทั้งเปลือก ๑ คู่
  • ปลาสุก ๓ คู่ ดิบ ๑ คู่
  • เผือก มัน ถั่ว งา นม เนย ๔ คู่
  • ปูสุก ๓ คู่ ดิบ ๑ คู่
  • เหล้า ๔ คู่
  • หัวใจ ตับ หมูดิบ ๑ คู่
  • เครื่องกระยาบวช ๔ คู่
  • ไข่ไก่ดิบ ๑ คู่
  • ขนมต้มแดง ขาว ๔ คู่
  • หมูหนาม ๔ คู่
  • เครื่องจิ้ม ๔ คู่
  • ข้าวเหนียวหน้าเนื้อ หรือมะตะบะ ๑ คู่
  • หมาก พลู บุหรี่ ไม้ขีดไฟ ๔ คู่
  • น้ำเย็น ๔ คู่
  • บุหรี่ กับ ชา ๔ คู่

จัดสิ่งของเหล่านี้ให้ครบไม่ขาดไม่เกิน นอกจากเครื่องบูชาและเครื่องสังเวยแล้ว ยังมีเครื่องกำนล ประกอบด้วย ขัน ๑ ใบ เงิน ๖ บาท ผ้าห่มหรือผ้าเช็ดหน้า ๑ ผืน เทียนขี้ผึ้งขาว ๓ เล่ม ดอกไม้ ธูป บุหรี่ ไม้ขีดไฟ และหมากพลู ๓ คำ ใช้ทั้งประธานในพิธีและผู้เข้าครอบครู

ทรงพระเจริญ

Enter your email address: